ภาษากายวัยเบบี๋ ท่านี้ลูกบอกอะไร?

 แม้เบบี๋แรกคลอดจะยังสื่อสารด้วยภาษาพูดไม่รู้เรื่อง แต่เจ้าตัวเล็กก็มีวิธีบอกให้พ่อแม่รู้ได้นะว่าลูกต้องการอะไรหรือรู้สึกอย่างไร เพียงแค่ใกล้ชิดแล้วสังเกตสักนิดจะรู้ว่า หนูน่ะสื่อสารด้วยเสียงร้องและภาษากาย

ภาษากายคืออะไร : ภาษากาย หรือ Natural Baby Sign เป็นลักษณะการแสดงออกของลูก เพื่อสื่ออารมณ์หรือความต้องการให้พ่อแม่รู้ ซึ่งภาษาที่เบบี๋ใช้สื่อสารจากตัวเองไปยังคนอื่นก็คือเสียงร้อง (แบ่งออกเป็น 2 เสียงใหญ่ๆ คือ เสียงร้องบอกความทุกข์ กรี๊ดเสียงแหลมบวกกับสีหน้า ท่าทาง หรือแผดเสียง และเสียงร้องบอกความสุข โทรเสียงนุ่มๆ ร้องหงุงหงิงๆ ไปเรื่อย) สีหน้า และการเคลื่อนไหวมือแขนขา พ่อแม่ต้องสังเกต และแปรความหมายเพื่อที่จะได้ตอบสนองความต้องการของลูกได้ตรงจุด

แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกพยายามสื่อความต้องการออกมา ไม่ว่าจะด้วยเสียงร้องหรือท่าทางต่างๆ แล้วพ่อแม่ไม่สนใจ ก็จะทำให้ลูกไม่อยากสื่อสารอะไรกับใคร และกลายเป็นเด็กเฉยๆ นิ่งๆ เพราะฉะนั้นพ่อแม่จึงต้องพยายามตอบสนอง ถึงแม้จะผิดหรือถูกก็ตาม เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่ามีคนสนใจอยู่ แม้เขาจะหงุดหงิดในตอนแรก แต่ก็มีความอุ่นใจและสร้างความมั่นใจให้กับลูกได้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว แล้วพ่อแม่ค่อยๆ สังเกตและเรียนรู้ภาษากายของลูกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตอบสนองได้ตรงจุดมากขึ้น ลูกก็จะเชื่อมั่นในคนคนนี้ว่าทำให้เขามีความสุขได้เพราะคนรู้ใจเขาค่ะ

เทคนิคเรียนรู้ใจลูก

การที่จะดูแลสมาชิกคนใหม่ของบ้านที่ยังสื่อสารด้วยภาษาพูดไม่ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายและก็คงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปเหมือนกันนะคะ แต่สำคัญตรงที่ว่าคุณพ่อคุณแม่ควรมีเวลาอยู่กับลูกมากๆ แล้วใช้หลักการสังเกตง่ายๆ ต่อนี้…

+ สังเกตลูก ก่อนอื่นดูสิว่าอยู่ในอารมณ์แบบไหน ลักษณะการเคลื่อนไหว น้ำเสียง สีหน้าเป็นอย่างไร แล้วแม่ค่อยเชื่อมโยงกับวงจรชีวิตประจำวันของลูก และสิ่งที่ทำมาก่อนหน้าที่จะแสดงอาการนี้ออกมา เช่นลูกขมวดคิ้วเดาได้เลยว่าลูกไม่มีความสุข แล้วต้องดูต่อว่าเพราะอะไร หิวหรือเปียกแฉะ ดูเวลา และต้องลองเดาดูว่าลูกต้องการอะไร

+ สังเกตสิ่งแวดล้อม จากอาการของลูก เวลา และสิ่งที่ทำก่อนหน้านี้ คุณแม่ต้องเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่เห็นว่าเป็นอย่างไร เช่น ถ้าลูกง่วงนอนเสียงในห้องดังไปไหม แสงเยอะไปหรือเปล่า สิ่งเร้ารอบๆ ไม่ว่าจะเป็นสัมผัส อุณหภูมิ ผิวผ้า ฯลฯ ที่ไม่สบายตัวจนลูกปฏิเสธออกมา เป็นต้น

จากการคาดเดาคุณแม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้อาจต้องจดบันทึกเตือนความจำ โดยเฉาพะช่วง 6 เดือนแรกว่าท่าทางกับเสียงแบบนี้หมายความว่าอะไรค่ะ

ท่านี้บอกอะไร

ภาษากายของเบบี๋จะมีลักษณะเป็นแบบเฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจจะใช้ท่าใกล้เคียงกันแต่ไม่ถึงกับเหมือนกันเปะๆ มาดูกันดีกว่าค่ะว่า สารพัดอิริยาบถของลูกต่อไปนี้ เขากำลังสื่อความในใจอะไรออกมา…

แม่จ๋า…หนูง่วงนอน ลูกมักจะทำตาลอยๆ อารมณ์นิ่งๆ มองเหม่อ ไม่เบิ่งตากว้าง ไม่สอดส่ายสายตา ขยี้ตา หนังตาหย่อนลงมา หาวอ้าปากกว้าง และจากที่สนุกเมื่อสักครู่จะเริ่มช้าลง และร้องกวนโยเย บางคนอาจจะโผเข้าหาแม่และกอดแน่นๆ เอาแก้มซบไหล่หรือแนบบนอกแม่

แม่จ๋า…หนูปวดอึ (ฉี่) ขนลุกซู่ แสดงอาการหงุดหงิด ร้องไห้โยเยแต่ไม่ถึงขั้นร้องจ๊าก มีการบิดเกร็งท้อง ส่ายก้นไปมา ขยับตัวไหวตัวยึกยัก เอาขามาถูกกัน บางทีอาจจะคู้ขางอขึ้นมาเป็นการเบ่ง

แม่จ๋า…หนูหิว ลูกจะร้องกวน เอามือเข้าปาก เอาลิ้นมาเลียรอบๆ ริมฝีปาก เป็นการส่งสัญญาณว่าอยากให้มีอะไรเข้าไปในปาก หรือถ้าเกิดว่าคุณแม่อุ้มลูกแล้วหนีบมือเอาไว้ ลูกก็จะหันไปหาหน้าอกทำปากจุ๊บจั๊บๆ หรือเอาปากซุกไซ้เหมือนหาเต้านมแม่ ส่วนใหญ่อาการหิวกับง่วงนอนมักจะมาคู่กัน

แม่จ๋า…หนูหงุดหงิด ลูกจะหลับหูหลับตา แผดเสียงร้องไห้จ๊าก ค่อนข้างดังแหลม ไม่สนใจอะไร คิ้วขมวด มือไม้ปัดป่ายๆ ออกไป เหมือนปฏิเสธของสิ่งเร้า อาจจะถูขาไปมา เตะขาในอากาศเหมือนปั่นจักรยาน

แม่จ๋า…กอดหนูหน่อย  ลูกจะอ้าแขนออกเหมือนจะโผเข้าหา หรือถ้าคุณแม่กำลังอุ้มอยู่ ลูกจะยื่นมือออกไปเป็นการบอกว่าอยากสัมผัสสิ่งแวดล้อมล้อมตัวที่ไม่ใช่ตัวเอง

แม่จ๋า…เล่นกับหนูที ลูกจะร้องสั้นๆ และเบาๆ เป็นเชิงตะโกนเรียกร้องความสนใจ ยกแขนขาเล่นอย่างกระชุ่มกระชวย ยิ้ม หัวเราะ อารมณ์แจ่มใส

แม่จ๋า…หนูมีความสุข ตาแป๋วๆ ยิ้มแก้มปริแบบโชว์เหงือก พร้อมทั้งขยับมือเป็นจังหวะช้าหรือเร็วก็ได้ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากลงลูกคอ หรือถ้าไม่หัวเราะก็อมยิ้มน้อยๆ ชนิดที่เห็นก็รู้ทันทีว่ามีความสุข

แม่จ๋า…หนูเบื่อแล้วนะ  ต้องดูด้วยว่าเบื่ออยู่ในระดับขั้นไหน ถ้าเบื่อไม่มากแต่เริ่มไม่สนุกเท่าไหร่ ลูกจะเมินหน้าหนี หันไปสนใจอย่างอื่นแทน หยุดหัวเราะ แขนที่เคยไขว่คว้าก็จะตกทิ้งไว้ข้างตัว เปลี่ยนท่าทางจากที่เคยกระตือรือร้น เป็นหลบตา สีหน้าเฉยๆ ถ้าส่งภาษาท่าทางสื่อไปว่าเบื่อ คุณแม่ยังชวนเล่นลูกก็จะร้องกลายเป็นหงุดหงิดไปเลย

แม่จ๋า…หนูไม่สบายตัว ตาจะหรี่ตาเล็กลง คิ้วขมวด ดวงตาจ้องเขม็งสักครู่ เป็นการบอกว่ารู้สึกไม่ดีเลย ซึ่งอาจมาจากสาเหตุที่คาดไม่ถึง เช่น แสงสว่างที่แยงเข้าตาจนน่ารำคาญ หรือเสียงดังเกินไป

แม่จ๋า…หนูเครียด มือไม้ของลูกจะเกร็ง ตาเบิกกว้างจ้องมองไปยังสิ่งที่เป็นต้นเหตุ ดวงตาไม่สดใสแสดงความกังวล หน้าผากย่นเล็กน้อย ริมฝีปากปิดแน่น และถ้าไม่มั่นใจว่าปลอดภัย ลูกจะส่งเสียงร้องสุดเสียง

กิริยาทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นกิริยาที่พบเจอในชีวิตประจำวันอยู่แล้วล่ะค่ะ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตและใช้เวลาใกล้ชิดกับลูกให้มากๆ เพราะการสังเกตจะช่วยให้เรียนรู้กันและกันได้ง่ายขึ้น เมื่อรู้จักรู้ใจกันแล้ว การเลี้ยงสมาชิกคนใหม่ก็จะกลายเป็นเรื่องสนุกค่ะ