ปวดข้อมือ…โรคฮิตของคนเป็นแม่

แม้ว่าคุณแม่จะเตรียมตัวเตรียมใจกันอย่างดีตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง  บางครั้งก็ยังอาจรับมือกับเจ้าตัวน้อยของคุณไม่ไหว โดยเฉพาะลูกร้องทีไรเป็นต้องอุ้มหรือบางทีเจ้าตัวเล็กก็อ้อนให้แม่อุ้ม ข้อมือคุณแม่จึงต้องรับบทหนัก ฉบับนี้เรื่องที่จะคุยเลยเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อมือคุณแม่ครับ

ข้อมือคุณแม่ป่วยเพราะอะไร

คนไข้ปวดข้อมือที่มาพบหมอส่วนใหญ่มักเป็นว่าที่คุณแม่และคุณแม่มากกว่าคนวัยอื่น ที่เป็นเช่นนี้เพราะช่วงท้องแก่ฮอร์โมในร่างกายคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก บางคนอาจมีอาการบวม ขณะที่บางคนอาจมีอาการปวดข้อมือทางซีกนิ้วหัวแม่มือ ตอนแรกอาจเพียงรู้สึกขัดๆ แต่ถ้าเป็นรุนแรงขึ้น อาจปวดมากจนกระทั่งไม่สามารถแปรงฟันได้ หากกำนิ้วหัวแม่มือของตัวเอง แล้วบิดข้อมือไปทางด้านนิ้วก้อยจะยิ่งรู้สึกปวดมากขึ้น เวลาเจ็บมากๆ และคุณแม่เอามือไปจับหรือนวดดู อาจพบมีตุ่มขนาดเท่าหัวไม้ขีดอยู่ที่ข้อมือบริเวณนั้นด้วย คุณแม่ที่มีอาการปวดข้อมืออย่างที่ว่า เป็นอาการของปลอกเอ็นอักเสบ เรียกเป็นชื่อภาษาฝรั่งเศสว่าโรคเดอ เคแวง (de Quervain disease)

อุ้มลูกผิดท่า…ต้นตอสำคัญ

นอกจากสาเหตุด้านฮอร์โมนที่กล่าวแล้ว การใช้งานข้อมือมากและใช้งานข้อมือผิดวิธีก็พบว่าเป็นสาเหตุของอาการปวดได้บ่อยๆ เพราะคุณแม่ใช้เอ็นของนิ้วหัวแม่มือในการการบิดผ้า ซักผ้า ผัดกับข้าว จ่ายกับข้าว  ยิ่งถ้าต้องหิ้วกับข้าวมากๆ และอีกสาเหตุการใช้งานหนักที่สำคัญแบะเป็นต้นตอของอาการปวดข้อมือที่พบบ่อยมากก็คือ การอุ้มเจ้าตัวเล็กผิดท่าค่ะ ซึ่งจะทำให้ข้อมือของคุณแม่ปวดหนักยิ่งขึ้นไปอีก

การอุ้มเด็กโดยทั่วไป มักต้องใช้การเกร็งข้อมือเป็นอย่างมาก สังเกตดูว่าเมื่ออุ้มเจ้าตัวน้อยพาดบ่า มือข้างที่ช้อนอยู่ใต้ก้นของลูกจะต้องบิดขึ้นมาจับไว้ หากคุณแม่บิดเอาข้อมือทางด้านหัวแม่มือขึ้นมารับ เมื่ออุ้มไปหลายๆ วันจะเริ่มเกิดอาการล้า หรืออาจถึงขั้นปลอกเอ็นอักเสบได้ ซึ่งการที่คุณแม่อุ้มไม่ถูกวิธี บางครั้งอาการอาจยังไม่ปรากฏอาการปวดให้เห็นทันที จนกระทั่งลูกน้ำหนัก 8-10 กิโลกรัม อาการปวดจึงปรากฏชัดเจน เพราะเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายว่า น้ำหนักของลูกเกินพิกัดที่เอ็นจะรับได้แล้ว

กันไว้ดีกว่าแก้ อ่านถึงตรงนี้ คุณแม่คงชักอยากรู้แล้วสิครับว่า เราจะป้องกันการปวดข้อมือจากโรคปลอกเอ็นอักเสบนี้ได้อย่างไร

ถ้าการอักเสบเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะที่ตั้งท้อง คงหลีกเลี่ยงได้ยากครับ แต่หากปวดข้อมือเพราะการใช้ข้อมือผิดวิธีจะป้องกันได้ง่ายกว่า คือขณะที่ตั้งครรภ์ช่วงสัปดาห์ท้ายๆ หากทำได้คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทำงานที่ใช้ข้อมือมาก เช่น การบิดผ้าแรงๆ หรือการยกของหนัก เป็นต้น

ส่วนหลังคลอดคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการอุ้มลูก ไม่ได้อ่านผิดหรอกครับ ที่หมอบอกว่าหลีกเลี่ยงการอุ้มลูก ไม่ได้หมายถึงหลีกเลี่ยงการโอบกอดลูกนะครับ การไม่อุ้มลูกแต่ได้กอดลูกทำได้หลายวิธี  เช่น ใช้หมอนที่มีขนาดพอเหมาะหนุนช่วยขณะให้นมลูก อาจใช้หมอนธรรมดาที่มีอยู่แล้ว หรือหมอนรูปเกือกม้าที่เป็นหมอนสำหรับให้นมลูกโดยเฉพาะก็ได้ โดยคุณแม่สามารถอุ้มในท่าเอาลูกพาดไว้กับตัวแล้วนั่งบนเก้าอี้ที่เอนพนักได้ หรือขณะที่คุณแม่นอนบนเตียง ก็ทำให้คุณแม่สามารถหลีกเลี่ยงการอุ้มโดยตรง

นอกจากเรื่องการอุ้ม  คุณแม่ควรฝึกให้เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก  เช่น  การตบก้นให้นอน แทนการอุ้มเดินจนกว่าจะหลับครับ

อุ้มลูกถูกวิธีป้องกันได้

แค่หมอบอกว่าคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการอุ้มลูก ก็ทำเอาแม่ๆ ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ใช่ไหมล่ะครับ อย่าเพิ่งเป็นกังวล เพราะหมอจะมาบอกวิธีการอุ้มที่ถูกต้องครับ

เมื่อถึงเวลาที่ต้องอุ้มจริงๆ คุณแม่ควรอุ้มให้ก้นของลูกวางอยู่บนท่อนแขนระหว่างข้อมือถึงข้อศอก และควรให้ตัวลูกชิดไปทางข้อศอกมากที่สุด การอุ้มลักษณะนี้จะทำให้คุณแม่ไม่ต้องกระดกข้อมือขึ้นมาขณะที่อุ้ม ถ้าลูกตัวไม่ใหญ่มากอาจทำให้มือข้างนั้นว่างพอที่จะเอาไปหยิบของอย่างอื่นเสียด้วยซ้ำ และจะทำให้กล้ามเนื้อของแขนส่วนต้น บริเวณที่เราเรียกว่า ‘ลูกหนู’ ทำงานน้อยลงด้วย

นอกจากวิธีนี้ ท่าอุ้มทางเลือกอีกวิธีหนึ่งคือ การอุ้มเข้าสะเอว ทุกวันนี้หมอไม่ค่อยเห็นคุณแม่อุ้มลูกท่านี้กันสักเท่าไหร่ เพราะกลัวลูกขาโก่ง ซึ่งความเชื่อนี้ข้อพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง เพราะปกติแล้วกระดูกขาจะโก่งหรือไม่ เป็นผลจากกรรมพันธุ์ และความเจ็บป่วยเป็นโรคของกระดูกเป็นหลัก ไม่ได้เป็นผลจากการอุ้มเข้าสะเอว หรือการดัดขาหลังอาบน้ำครับ แถมการอุ้มลูกวิธีนี้ยังช่วยลดการปวดหลังส่วนล่างของคุณแม่ได้ด้วย เพราะลดแรงถ่วงทางด้านหน้า ทำให้กล้ามเนื้อหลังไม่ต้องใช้งานมาก

หากคุณแม่ป้องกันอย่างดีหรืออุ้มในท่าที่ถูกต้องแล้วก็ยังปวดข้อมือ คงต้องไปพบคุณหมอแล้วล่ะครับ โดยทั่วไปคุณหมอจะให้ยารับประทาน แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่ให้นมลูกเอง ก็จะเลี่ยงการให้รับประทานยา แต่จะหันไปใช้การรักษาทางกายภาพ เช่น อุลตร้าซาวน์ หรือ การดามข้อมือไว้ หากมีอาการปวดมากจริงๆ จนทนไม่ไหว อาจพิจารณาฉีดยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่  และถ้าเป็นเรื้อรังนานๆ ไม่ตอบสนองต่อยา หรือเป็นซ้ำ อาจพิจารณาผ่าตัดขยายปลอกเอ็นครับ

จะเห็นได้ว่า การป้องกันการเกิดโรคใดๆ มีความสำคัญและจำเป็นมาก หมอหวังว่าคุณแม่ที่ยังไม่มีอาการปวดข้อมือได้รู้วิธีป้องกันอย่างนี้แล้วจะระมัดระวังข้อมือกันมากขึ้น ส่วนคุณแม่ที่เป็นแล้ว ก็คงจะได้รู้วิธีแก้ไข และนำไปปรับจนเกิดความเคยชินนะครับ