แหวะนม (ไม่) ธรรมดา ระวัง! ภาวะกรดไหลย้อนในเด็ก

อาการแหวะนมในเด็กทารก ช่วงวัย 6 เดือนแรกนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าลูกแหวะนม บวกกับอาการแทรกซ้อนอื่นก็เป็นเรื่องไม่ควรมองข้ามนะคะ เพราะลูกอาจเป็นภาวะกรดไหลย้อน ซึ่งโรคนี้จะทำให้ลูกมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ แทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้

เหตุเกิดจากหูรูดหลอดอาหาร

ภาวะไหลย้อนจากกระเพาะสู่หลอดอาหารในเด็ก เกิดจากหูรูดบริเวณหลอดอาหารส่วนปลายไม่แข็งแรง ทำให้นมหรืออาหาร รวมทั้งกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมา ส่วนสาเหตุอื่นที่อาจจะพบร่วมบ่อยๆ คือ อาจเกิดจากความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เกิดจากความผิดปกติของการบีบรัดตัวของกระเพาะอาหาร รวมทั้งการบีบรัดตัวของหลอดอาหารด้วย

แหวะนมแบบไหนไม่ธรรมดา

แน่นอนค่ะว่าอาการสำคัญของโรคที่จะเห็น คือแหวะนม ซึ่งปกติเบบี๋แรกเกิด–6 เดือนมีอาการแหวะนมบ้างเล็กน้อย แต่ถ้ามีอาการแหวะออกมาหลายๆ ครั้งต่อวัน และแต่ละครั้งมีปริมาณมาก บวกกับอาการงอแงผิดปกติหลังดูดนม ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคกรดไหลย้อน

นอกจากลูกจะแหวะนมแล้ว อาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ด้วย ได้แก่ น้ำหนักตัวน้อย อาการของเลือดจาง อาเจียนเป็นเลือด หรือมีความผิดปกติของ ระบบอวัยวะอื่นๆ ได้แก่ ไอเรื้อรัง เสียงแหบ ปอดติดเชื้อบ่อยๆ หรือหอบหืด โดยที่ลูกไม่มีอาการแหวะนมเกิดขึ้นเลย ในกรณีของอาการที่เกิดในระบบอวัยวะอื่นๆ ดังกล่าว มักทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้นึกถึงว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน แต่เมื่อรักษาตามอาการก็หายเพียงชั่วคราวแล้วเกิดเป็นซ้ำอีกค่ะ

กรณีแบบนี้ถ้าคุณหมอที่รักษาสงสัยว่าจะเป็นเรื่องโรคกลดไหลย้อน ก็จะส่งให้คุณหมอเฉพาะทางโรคทางเดินอาหารในเด็กตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

3 หนทางวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน

การตรวจวินิจฉัยโรคกลดไหลย้อนนั้นมีได้ 3 วิธีค่ะ

1. กลืนแป้ง กรณีของเด็กเล็กที่มีอาการอาเจียนมาก ควรต้องแยกโรคที่ทำให้เกิดลำไส้อุดตันหรือทางเดินอาหารผิดปกติแล้วทำให้มีอาการอาเจียนอกก่อนนะคะ โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีให้เด็กกลืนแป้ง (สารทึบแสง) แล้วถ่ายภาพเอ็กซเรย์ เพื่อดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้ว่ามีความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุของอาการอาเจียนหรือไม่

การตรวจด้วยการกลืนแป้งนี้ บางครั้งก็สามารถช่วยวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนได้ เมื่อเห็นว่าแป้งที่กลืนลงไปในกระเพาะแล้วไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร

2. ตรวจเลือด ต้องตรวจเลือดเพิ่มเติม ถ้าสงสัยว่าเด็กมีโรคทางเมตาบอลิกที่ผิดปกติ เพราะจะมีสารบางอย่างที่เป็นพิษต่อร่างกาย จนทำให้เกิดการอาเจียน

3. วัดความถี่และปริมาณกรดไหลย้อน มักใช้สำหรับอาการที่เกิดในระบบอวัยวะอื่นๆ โดยที่ลูกไม่มีอาการอาเจียนหรือแหวะนมร่วมด้วย ซึ่งการตรวจวิธีนี้ทำได้โดยใส่สายทางจมูกลงไปถึงบริเวณหลอดอาหารส่วนปลาย เพี่อวัดปริมาณและความถี่ของกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

วิธีนี้จะช่วยในการวินิจฉัยได้แม่นยำ แต่เด็กต้องนอนในโรงพยาบาลประมาณ 1 คืน และการตรวจวิธีนี้ไม่มีในโรงพยาบาลทั่วไป จึงเป็นข้อจำกัดของการตรวจอย่างหนึ่ง

ป้องกันคือการรักษาที่ดีที่สุด

อย่างไรเสียการแหวะนมก็พบได้ทั่วไปในเด็กวัยเบบี๋ เพราะฉะนั้นคุณแม่สามารถป้องกันได้ด้วย…

+ ควรลดปริมาณนมต่อมื้อลง แต่เพิ่มจำนวนครั้งขึ้น เช่น ถ้าเดิมลูกกินนม 4 ออนซ์ต่อมื้อวันละ 6 ครั้ง หรือทุก 4 ชั่วโมง ให้คุณแม่ลดปริมาณลงเหลือมื้อละ 3 ออนซ์ และให้นมวันละ 8 ครั้ง หรือทุก 3 ชั่วโมง

+ อุ้มเรอทุกครั้งหลังกินนม

+ ให้ลูกนอนยกศีรษะสูงสัก 15-30 องศา โดยอาจใช้ผ้าเช็ดตัวหนุนใต้เบาะนอน แต่อย่าให้นอนหมอนผู้ใหญ่ เพราะเวลานอนจะเป็นแอ่งบุ๋มลงไป อาจปิดจมูกทำให้เด็กหายใจไม่ออก

+ ลองเปลี่ยนนมเป็นสูตรที่มีความหนืด ซึ่งจะช่วยลดอาการแหวะนมได้

แต่ถ้าลูกมีอาการของภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ คุณหมอจะพิจารณาให้ยารักษา ซึ่งยารักษาโรคกรดไหลย้อน 2 กลุ่ม

ยาลดกรด จะช่วยทำให้ความเป็นกรดของน้ำย่อยลดลง เวลาที่มีการไหลย้อนขึ้นมาจะได้ไม่ระคายต่อหลอดอาหาร เพราะถ้ากรดไหลย้อนมาที่หลอดอาหารบ่อยๆ อาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบเป็นแผล และถ้าเป็นเวลานานอาจเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

ยาที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะและลำไส้ ทำให้เวลาที่อาหารหรือนมลงไปบริเวณกระเพาะอาหารจะบีบตัวให้อาหารไปสู่ลำไส้ได้ดีขึ้น ลดการเกิดกรดไหลย้อน

กรณีที่ใช้ยาในการรักษา คุณหมออาจให้ยาลดกรดอย่างเดียว หรือให้ยาทั้งสองกลุ่มควบคู่กันไป ขึ้นอยู่กับอาการว่าจะเป็นมากหรือน้อยค่ะ และการให้ยามักจะให้ต่อเนื่องอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ ร่วมกับการป้องกันที่กล่าวข้างต้น

จากที่เล่ามาเบื้องต้นคงจะพอเป็นข้อสังเกตให้คุณพ่อคุณแม่ได้เฝ้าดูอาการนะคะ และถ้าสงสัยว่าลูกจะมีปัญหากรดไหลย้อนควรปรึกษาคุณหมอโรคทางเดินอาหาร เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาให้ถูกต้องต่อไปค่ะ